วันนี้ (วันที่ 8 ตุลาคม 2559) ที่อาคาร X-Terminal ท่าอากาศยานภูเก็ต นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วมพิธีและร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสครบรอบการดำเนินงานปีที่ 38 ของท่าอากาศยานภูเก็ต โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น
ทั้งนี้ ท่าอากาศยานภูเก็ต มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้ความท้าทายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดินหน้าปรับแผน ฝึกซ้อม ยกระดับมาตรการความปลอดภัย ควบคู่กับการนำ เทคโนโลยีเข้ามาเสริมความรวดเร็วและสะดวกสบาย เพื่อขับเคลื่อนท่าอากาศยานภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ที่สำคัญของภูมิภาคอันดามันอย่างแท้จริง
นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต กล่าวว่า ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาท่าอากาศยานภูเก็ตได้ผ่านบททดสอบและอุปสรรคต่างๆ มามากมาย แต่ยังคงมุ่งมั่นปรับปรุงการให้บริการเพื่อความพึงพอใจและความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร โดยปัจจุบันขีดความสามารถของท่าอากาศยานตามแผนเดิมรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 12.5 ล้านคนต่อปี และในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขผู้โดยสารจริงพุ่งสูงถึง 17.2 ล้านคนต่อปี ซึ่งถือว่าเกินขีดความสามารถการรองรับเดิมไปแล้ว
โดยในปีงบประมาณ 2569 (ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569) ท่าอากาศยานภูเก็ต มีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 105,010 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 288 เที่ยวบินต่อวัน และมีจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 17,234,915 คน หรือเฉลี่ย 47,219 คนต่อวัน สำหรับประมาณการปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสาร ของท่าอากาศยานภูเก็ต ตามตารางการบินฤดูหนาว ปี 2569/2570 (Winter Schedule 2026/2027) ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2569 – 27 มีนาคม 2570 คาดว่าจะมีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 54,296 เที่ยวบินและมีจำนวนผู้โดยสารรวม 8,912,547 คน
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาความแออัดในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น (Peak Hours) ท่าอากาศยานภูเก็ตได้เร่งบริหารจัดการพื้นที่และทรัพยากรเต็มกำลัง พร้อมทั้งวางแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวผ่าน โครงการขยายขีดความสามารถอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารขึ้นอีก 5.5 ล้านคนต่อปี สำหรับความคืบหน้าของโครงการขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขณะนี้อยู่ในช่วงการตรวจรับงานออกแบบรายละเอียด (Detail Design) และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในช่วงปลายปีหน้า โดยโครงการทั้งหมดมีแผนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2575 ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายและรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ แนวโน้มการท่องเที่ยวและปริมาณผู้โดยสาร ในช่วงไฮซีซั่นที่จะถึงคาดการณ์ว่าภาพรวมผู้โดยสารฟื้นตัวกลับมากว่าร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 โดยคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนผู้โดยสารรวมอยู่ที่ประมาณ 17 – 17.8 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ท่าอากาศยานภูเก็ตพร้อมประสานความร่วมมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินทั้งไทยและต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงไฮซีซั่นนี้ โดยการเติบโตของท่าอากาศยานภูเก็ต ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการ “เติบโตไปพร้อมกับชุมชน” โดยท่าอากาศยานภูเก็ตดำเนินงานภายใต้แนวทาง การเป็น “Corporate Citizenship Airport” หรือสนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน ผ่านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน รวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยรอบท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างท่าอากาศยาน ชุมชน และจังหวัดภูเก็ตอย่างสมดุล
นอกจากนี้ ท่าอากาศยานภูเก็ตได้ดำเนินการจัดแข่งขันฟุตบอลยุวชนชาย 7 คน (รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี) ตามโครงการ AOT Phuket Youth Football Cup 2026” เมื่อวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ณ สนามกีฬาบ้านพักพนักงานท่าอากาศยานภูเก็ต (หลังใหม่) เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย พัฒนาทักษะด้านกีฬาให้แก่เยาวชน เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างท่าอากาศยานภูเก็ตกับสถานศึกษา และชุมชน พร้อมชิงถ้วยรางวัล และทุนการศึกษามูลค่ารวม 25,000 บาท โดยมีผลการแข่งขัน ดังนี้
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนบ้านอ่าวปอ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนบ้านพารา รางวัล
รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนหงษ์หยกบำรุง และรางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนบ้านป่าคลอก ทั้งนี้ ท่าอากาศยานภูเก็ตมุ่งมั่นพัฒนา และยกระดับศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่ระดับสากล และเสริมสร้างศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวของภูมิภาคอันดามัน อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับชุมชน และภูมิภาคอันดามันต่อไป